ความปลอดภัยในการทำงานกิจการโรงงานอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรม เป็นงานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในทั่วโลก เพราะเป็นงานที่จะสร้างสรรค์หรือผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนเราได้อย่างมาก นั่นจึงทำให้คำว่า อุตสาหกรรม สามารถถูกแยกออกไปได้หลายกิจการและหลายแขนง ตั้งแต่สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสิ่งของที่ถูกใช้เฉพาะในหน่วยงานนั้น ๆ โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนจะถูกผลิตออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งนั้น แต่แล้วมันก็ยังคงมีอุปสรรคที่ต้องพูดถึงอีกมากมาย นั่นก็คือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมนั่นเอง ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากที่นี่ นอกจากจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระแทกแล้ว มันยังมีอุบัติเหตุที่เกิดมาจากปัจจัยภายในโรงงานนั้น ๆ อีกมากมาย ที่อาจจะส่งผลทำให้ร่างกายของผู้ปฏิบัติงานมีความผิดปกติไปตลอดชีวิตนั่นเอง ดังนั้นเพื่อรักษาความปลอดภัยภายในกิจการนี้ จึงได้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานกิจการโรงงานอุตสาหกรรมนั่นเอง

ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานกิจการโรงงานอุตสาหกรรมนี้สามารถแบ่งออกไปได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่

หมวด 1 มาตรฐานด้านความร้อน

  • ไม่ควรมีสภาพอุณหภูมิที่สูงจนส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายของผู้ปฏิบัติงานมีค่าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
  • นายจ้างควรพิจารณาให้มีการจัดเตรียมเครื่องมือสำหรับป้องกันความร้อนให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และควรจัดหามาตรการที่จะสามารถดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนได้อย่างทันท่วงที 
  • ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ความร้อนภายในสถานประกอบการ จนทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายของผู้ปฏิบัติงานมีค่าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส นายจ้างต้องทำการจัดให้ผู้ปฏิบัติงานได้หยุดพักชั่วคราว เพื่อให้อุณหภูมิของผู้ปฏิบัติงานคงที่ปกติ
  • นายจ้างควรปิดป้ายประกาศสำหรับแจ้งเตือนในจุดที่เป็นอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน 
  • ซึ่งในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานมีความจำเป็นต้องทำงานในบริเวณใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส ควรมีมาตรการให้สวมเครื่องแต่งกายที่รัดกุม สวมถุงมือและรองเท้าตลอดเวลาการดำเนินงานเพื่อสร้างความปลอดภัย 

หมวด 2 มาตรฐานด้านแสงสว่าง

  • สำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การบด การขนย้าย หรือการบรรจุ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 50 Lux
  • พื้นที่ที่ใช้สำหรับเก็บวัสดุ ตัวอย่างเช่น ห้องเก็บวัสดุ โกดัง รวมทั้งบริเวณเฉลียงและบันไดภายในสถานที่ประกอบการ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 50 Lux
  • สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดเล็กน้อยในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การสีข้าว เป็นต้น ซึ่งควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 100 Lux
  • สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดปานกลางในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การประกอบชิ้นส่วนภาชนะ การเย็บผ้าหรือการเย็บหนัง ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 200 Lux
  • สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การทดสอบและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ หรือการกลึงแต่งโลหะ ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 300 Lux
  • สำหรับงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมากเป็นพิเศษในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเย็บผ้าสีมืดทึบ หรือการเจียระไนเพชร พลอย ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 1000 Lux
  • พื้นที่บริเวณ ทางเดินภายนอกสถานที่ประกอบการ รวมทั้งบริเวณถนน ควรมีแสงสว่างที่มีค่าความเข้มของแสงมากกว่า 20 Lux

หมวด 3 มาตรฐานด้านเสียง

  • การทำงานของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานที่ประกอบการ มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านเสียงโดยพิจารณาจากระยะเวลาในการทำงาน ดังต่อไปนี้
  • สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 91 เดซิเบล
  • สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงาน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 90 เดซิเบล
  • สำหรับลูกจ้างที่มีระยะเวลาในการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ระดับเสียงที่ได้รับติดต่อกันต้องมีค่าไม่เกิน 80 เดซิเบล
  • ภายในสถานที่ประกอบการ ระดับเสียงที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับจะต้องมีค่าไม่เกิน 140 เดซิเบล

หมวด 4 มาตรฐานด้านสารเคมีและอนุภาค

  • การทำงานของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานที่ประกอบการ ต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศโดยเฉลี่ยไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
  • การทำงานของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานที่ประกอบการ โดยไม่ว่าจะเป็นในระยะเวลาใดของการทำงาน จะต้องมีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
  • การทำงานของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องไม่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้
  • การทำงานของผู้ปฏิบัติงานภายในสถานที่ประกอบการ จะต้องมีปริมาณของฝุ่นและแร่ในบรรยากาศโดยเฉลี่ย

นอกจากนี้ เครื่องมือและอุปกรณ์ความปลอดภัย ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีดังนี้

  • หมวกป้องกันศีรษะ โดยควรมีคุณสมบัติแข็งแรงและสามารถป้องกันแรงกระแทกได้ ใช้สำหรับการปฏิบัติงานในงานโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท
  • อุปกรณ์ป้องกันหู มีคุณสมบัติในการป้องกันหูจากเสียงที่มีความดังเกินกว่าที่เราจะฟังได้ ใช้สำหรับการทำงานกับเครื่องจักรกล ตัวอย่างเช่นเครื่องเจาะปูน เครื่องจักรกลอัตโนมัติ เครื่องถลุงเหล็ก และเครื่องปาดคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น
  • แว่นนิรภัย มีคุณสมบัติในการป้องกันสารเคมีและวัสดุแปลกปลอมกระเด็นเข้าดวงตาในขณะที่กำลังปฏิบัติงาน โดยถูกนำมาใช้ประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย
  • ชุดป้องกันสารเคมี มีคุณสมบัติในการป้องกันร่างกายจากสารที่มีความเป็นกรด และในกรณีที่ต้องดำเนินงานในพื้นที่ที่มีค่าความเป็นกรดสูง 
  • หน้ากากกรองฝุ่นละออง มีคุณสมบัติในการป้องกันฝุ่นหรือสารบางอย่างที่ผู้ปฏิบัติงานอาจจะสูดดมและทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพได้ โดยหน้ากากกรองฝุ่นละอองมีคุณภาพต่างกันไปตามชนิดของไส้กรอง 
  • ถุงมือนิรภัย มีคุณสมบัติในการป้องกันผิวหนังบริเวณมือจากความร้อน การเสียดสี ความสกปรก ของมีคมและการกระแทกสะเก็ดไฟ และมีให้เลือกใช้ได้หลายประเภทแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการทำงาน 
  • รองเท้านิรภัย สามารถป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า รวมถึงยังสามารถป้องกันเท้าจากแรงบีบอัดและแรงกระแทกจากวัตถุที่อาจตกลงมากระแทกได้ในระหว่างปฏิบัติงาน
  • หน้ากากเชื่อม มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายผู้ปฏิบัติงานจากควัน และแสงที่เกิดขึ้นจากการเชื่อม
  • กระบังหน้า มีคุณสมบัติในการป้องกันใบหน้าในขณะปฏิบัติงาน จากเศษโลหะและสิ่งแปลกปลอม
  • เข็มขัดนิรภัย มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายและช่วยเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานสำหรับการทำงานในบริเวณที่มีความสูง 

ดังนั้น ความปลอดภัยในการทำงานกิจการโรงงานอุตสาหกรรม จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันจะทำผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้รับความปลอดภัย รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่เสียหายอีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากนั่นเอง